บทความ ความเป็นมาของบุหรี่และอันตรายของบุหรี่

ภาพประกอบ
ความเป็นมาของบุหรี่และอันตรายของบุหรี่
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด


ความเป็นมาของบุหรี่


ชาวอินเดียนแดงซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ได้เริ่มต้นใช้ยาสูบเป็นพวกแรก โดยปลูกยาสูบเพื่อใช้เป็นยาและนำมาสูบในพิธีกรรมต่างๆ ใน พ.ศ. ๒๐๓๕ เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) เดินเรือไปขึ้นฝั่งที่ซันซัลวาดอร์ ในหมู่เกาะเวสต์อินดีส์นั้น ได้เห็นชาวพื้นเมืองนำเอาใบไม้ชนิดหนึ่งมามวนและจุดไฟตอนปลายแล้วดูดควัน ต่อมา พ.ศ. ๒๐๙๑ มีการปลูกยาสูบในบราซิลซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในทวีปอเมริกาใต้ เพื่อเป็นสินค้าส่งออก เป็นผลให้ยาสูบแพร่หลายเข้าไปในประเทศโปรตุเกสและสเปนตามลำดับ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๑๐๓ นายฌอง นิโกต์ (Jean Nicot) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศโปรตุเกส ได้ส่งเมล็ดยาสูบมายังราชสำนักฝรั่งเศส ชื่อของนายนิโกต์จึงเป็นที่มาของชื่อสารนิโคติน (Nicotin) ที่รู้จักกันในปัจจุบัน ใน พ.ศ. ๒๑๐๗ เซอร์จอห์น ฮอคกินส์ (Sir John Hawkins) ได้นำยาสูบเข้าไปในประเทศอังกฤษ และใน พ.ศ. ๒๑๕๕ นายจอห์น รอลฟ์ (John Rolfe) ชาวอังกฤษ ประสบผลสำเร็จในการปลูกยาสูบเชิงพาณิชย์ เป็นครั้งแรก และ ๗ ปีต่อมา ก็ได้ส่งออกผลผลิตไปยังประเทศอาณานิคมเป็นจำนวนมหาศาล อีก ๒๐๐ ปีต่อมา การทำไร่ยาสูบเชิงพาณิชย์จึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วโลก

การสูบบุหรี่ในประเทศไทย


ในประเทศไทยมีการใช้ยาสูบตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของ เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ (Monsieur De La Loub�re) อัครราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางมาเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่า คนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยได้ยาสูบมาจากเมืองมะนิลา ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ จากประเทศจีน และที่ปลูกในประเทศเอง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ได้ทรงประดิษฐ์บุหรี่ก้นป้านขึ้น เพื่อสูบควันและอมยากับหมากพร้อมกัน ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการผลิตบุหรี่ขึ้นโดยบริษัทที่มีชาวอังกฤษ เป็นเจ้าของได้เปิดดำเนินการเป็นบริษัทแรกใน พ.ศ. ๒๔๖๐ การผลิตบุหรี่ในระยะแรกจะมวนด้วยมือ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการนำเครื่องจักรเข้ามาจากประเทศเยอรมนี และทำการผลิตบุหรี่ออกมาจำหน่ายหลายยี่ห้อ การสูบบุหรี่จึงแพร่หลายมากขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลได้จัดตั้งโรงงานยาสูบขึ้น โดยซื้อกิจการมาจากห้างหุ้นส่วนบูรพายาสูบ จำกัด (สะพานเหลือง) ถนนพระราม ๔ กรุงเทพฯ และดำเนินกิจการอุตสาหกรรมยาสูบภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง หลังจากนั้น รัฐบาลได้ซื้อกิจการของบริษัทกวางฮก บริษัทฮอฟฟัน และบริษัทบริติชอเมริกันโทแบกโคเพิ่มขึ้น แล้วรวมกิจการทั้งหมดเข้าด้วยกัน และดำเนินการภายใต้ชื่อว่า โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มาจนถึงปัจจุบัน




ชนิดของยาสูบ

ยาสูบที่ใช้กันอยู่มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบสูด แบบดม แบบอมและเคี้ยว
- แบบสูด โดยกระทำให้เกิดการเผาไหม้ใบยาสูบซึ่งอยู่ในรูปของบุหรี่ หรือซิการ์ (cigar) ที่ใช้ใบยาสูบมวนผงใบยาสูบอยู่ภายใน หรือไปป์ (pipe) ที่บรรจุใบยาไว้ในกล้องยาสูบ แล้วจุดไฟให้เกิดการเผาไหม้ แล้วผู้สูบสูดควันเข้าสู่ร่างกาย
- แบบดม โดยบดใบยาสูบให้ละเอียด แล้วผสมในรูปของยานัตถุ์
- แบบอมและเคี้ยว
โดยนำใบยาสูบแห้งมาหั่นเป็นฝอย นำมาเคี้ยวแล้วอมอยู่ระหว่างริมฝีปากกับเหงือก บางครั้งเรียกว่า บุหรี่ไร้ควัน

ยาสูบส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีเพื่อปรุงแต่งกลิ่นรส และเพื่อลดความระคายเคือง บุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานจะใช้สารเคมีปรุงแต่งมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสารเคมีที่ใช้ในการรักษาความชื้นของใบยาสูบ และสารป้องกันเชื้อรา เพื่อให้เก็บบุหรี่ได้นาน รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในการรักษาสภาพกระดาษที่ใช้มวนบุหรี่อีกด้วย

ชนิดของบุหรี่


บุหรี่มี ๒ ชนิดคือ บุหรี่ที่มวนเอง และบุหรี่ที่ผลิตโดยเครื่องจักร บุหรี่ที่มวนเอง ทำโดยใช้ใบตองแห้ง ใบบัว หรือกระดาษ ที่ใช้มวนห่อใบยาสูบ บุหรี่ชนิดนี้จะดับง่ายเนื่องจากไม่มีการปรุงแต่งสารเคมีที่ช่วยให้ไฟติดทน สำหรับบุหรี่ที่ผลิตโดยเครื่องจักรมี ๒ ชนิด คือ บุหรี่ที่ไม่มีก้นกรอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุหรี่ราคาถูก และ บุหรี่ที่มีก้นกรอง นอกจากนี้ บริษัทบุหรี่ยังผลิตบุหรี่ ชนิดที่เรียกว่า "ไลต์" และ "ไมลด์" โดยระบุไว้ว่าเป็นบุหรี่ชนิดรสอ่อนที่มีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ ธรรมดา แต่จากการวิจัยพบว่า บุหรี่ทั้ง ๒ ชนิดมิได้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาแต่อย่างใด เพียงแต่ต่างกันที่รสชาติเท่านั้น และบุหรี่ชนิดที่มีก้นกรองจะสามารถกรองละอองสารที่มีขนาดใหญ่ได้บางชนิดเท่า นั้น โดยสารทาร์และนิโคตินซึ่งมีขนาดเล็กยังคงผ่านเข้าไปได้ในปริมาณเดียวกับการ สูบบุรี่ที่ไม่มีก้นกรอง


มะเร็งปอด

มะเร็งปอด (lung cancer) เป็นโรคที่พบมาก และเป็นสาเหตุการตายในอันดับต้นๆ ทั้งเพศชาย และหญิงในประเทศไทย และอุบัติการณ์ของโรคนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยมะเร็งปอดร้อยละ 90 เกิดจากการสูบบุหรี่ ซึ่งสามารถป้องกันได้ ธรรมชาติทางชีววิทยาของโรคมะเร็งปอด ทำให้พบผู้ป่วยเมื่อเริ่มมีอาการ ในขณะที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม และแพร่กระจาย เป็นผลให้ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 90 เสียชีวิตจากโรคมะเร็งภายในเวลา 1-2 ปี โรคมะเร็งปอดพบมากในผู้สูงอายุวัย 50-75 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ปริมาณมาก และประมาณร้อยละ 5 เป็นผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น ผู้ที่สูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่ม ขึ้นร้อยละ 26 จำนวนมวนของบุหรี่ที่สูบต่อวัน และชนิดของบุหรี่ที่สูบจะสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด ผู้ที่สูบบุหรี่ร้อยละ 15 จะเกิดโรคมะเร็งปอดภายในเวลา 30 ปี ถ้าเลิกสูบบุหรี่สามารถลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดลงเหลือเท่าผู้ ไม่สูบบุหรี่ได้ภายในเวลา 15 ปี

สารอันตรายในบุหรี่

ควันบุหรี่จะประกอบไปด้วยสารเคมีที่มีอันตรายต่อสุขภาพกายของคนเราประมาณ 4000 ชนิด ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรกได้แก่ ทาร์ หรือ น้ำมันดิน หรือที่เห็นเป็นคราบบุหรี่ เป็นที่รวมของสารเคมีในกลุ่มของไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะรวมตัวเป็นเป็นสารที่มีความเหนียวติดอยู่กับเนื้อปอด และมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งโดยตัวของมันเอง นอกจากนี้ยังเป็นสารที่เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง หากผู้สูบบุหรี่นั้นมีโรคมะเร็งอยู่ในร่างกายแล้ว

กลุ่มที่สอง ได้แก่ นิโคติน ซึ่งจัดเป็นสารที่มีการกระตุ้นสมอง และประสาทส่วนกลางได้ในระยะแรก แต่ระยะต่อมาจะมีฤทธิ์กดระบบประสาท นอกจากนี้ยังทำให้เส้นเลือดหดตัว มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นด้วย นิโคตินมีส่วนทำให้คนที่สูบบุหรี่อยากสูบอยู่เรื่อยๆ

กลุ่มที่สาม ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซค์ ซึ่งมีความเข้มข้นสูงในควันบุหรี่จะไปขัดขวางการรับออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง และยังทำให้ไขมันพอกพูนตามผนังเส้นเลือดมากขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ สายตาเสื่อม ลดประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และลดการตอบสนองต่อเสียง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนขับรถ นักบิน และมีผลทำให้สมรรถภาพของนักกีฬาลดน้อยลง

สาเหตุอื่นๆ

ผู้ ป่วยส่วนน้อยอีกประมาณร้อยละ 10 ที่ไม่สูบบุหรี่ อาจมีประวัติได้รับสารก่อมะเร็งที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น แอสเบสตอส (ตัวอย่างเช่นผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าเบรครถยนต์ เป็นต้น) สารก่อมะเร็งอื่นได้แก่ แร่เรดอน มลภาวะในอากาศจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก ควันมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การฉายรังสีเพื่อรักษา นอกจากนี้พบว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปอด ด้วย

อาการ

  1. มะเร็ง ปอดส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้อาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปอดอักเสบบ่อยๆ เจ็บลึกที่หน้าอก และหายใจลำบากจากน้ำท่วมปอด เป็นต้น
  2. ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากมะเร็๋งลุกลามหรือแพร่กระจาย เช่น เสียงแหบ อาการทางสมอง ปวดกระดูก เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ในระยะโรคลุกลาม และโอกาสรักษาหายขาดลดลง
  4. มะเร็ง ปอดเป็นโรคที่ตรวจค้นหาในระยะเริ่มแรกได้ยาก การนำเอาผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาตรวจเสมหะ และเอ็กซเรย์ปอด เพื่อพยายามจะลดอัตราการตายจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถพบผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มแรกมากขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราตายลงได้ ความล้มเหลวเชื่อว่าเนื่องจากมะเร็งปอดแม้จะมีขนาดเล็กก็พบการแพร่กระจายได้ สูง ทั้งนี้พบว่ามะเร็งปอดมักจะเริ่มมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว

การวินิจฉัย

  1. การวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดทำได้โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอก การตรวจเสมหะที่ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง วิธีส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม การใช้เข็มแทงผ่านผนังทรวงอก หรือขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมเพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อให้การวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา
  2. การถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็น วิธีตรวจพื้นฐานช่วยในการตรวจหามะเร็งปอดได้เป็นอย่างดี การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบสามมิติ ช่วยให้ตรวจพบก้อนเนื้องอกที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา การตรวจเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใช้สนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูง และประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมาก ยิ่งขึ้น ภาพถ่ายรังสีจากหลายๆ วิธีสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับปอด และก้อนเนื้องอก อีกทั้งยังสามารถแสดงตำแหน่ง และขนาดของก้อนเนื้องอกได้อย่างแม่นยำ
  3. PET scan (Positron Emission Tomography) เป็นเครื่องมือใหม่ทางรังสีวิทยา แตกต่างจากเอ็กซ์เรย์ธรรมดา เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และอัลตร้าซาวด์ หลักการของวิธี้เป็นการตรวจหาเซลล์ที่มีเมตะบอลิซึมผิดปกติ โดยเป็นการตรวจหาการทำงานของเซลล์ และผ่านกลวิธีทำให้ปรากฏออกมาเป็นรูปภาพให้เห็น ในการตรวจมะเร็งปอดจะใช้น้ำตาลที่จับกับสารกัมมันตภาพฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เซลล์ที่มีเมตะบอลิซึมสูงจะใช้น้ำตาลมาก เช่น เซลล์มะเร็ง ส่วนเซลล์ที่ตายหรือมีเมตะบอลิซึมต่ำจะใช้น้ำตาลน้อย เมื่อใช้เครื่องตรวจวัดปริมาณกัมมันตภาพ ก็จะพบว่าก้อนมะเร็งมีกัมมันตภาพสูงกว่าเนื้อเยื่อปกติธรรมดา
  4. วิธีส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม (bronchoscopy) กระทำโดยใช้กล้องส่องสอดทางจมูกเข้าไปจนถึงหลอดลม เมื่อเห็นภาพโดยตรงของหลอดลม และท่อลม รวมถึงก้อนเนื้องอก จึงดูดหรือตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป ข้อดีของการส่องกล้องตรวจภายในหลอดลมคือช่วยให้ได้เห็นภาพของหลอดลมในปอดได้ โดยตรง
  5. การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (biopsy) เป็นวิธีตรวจโดยตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้องอก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ชิ้นตัวอย่างจะถูกตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อศึกษาลักษณะผิดปกติของเซลล์ มะเร็ง อาจเลือกใช้เข็มดูด โดยใช้เข็มที่บางมากในการดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัย วิธีนี้ทำภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับอาการปวด การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยในการหาตำแหน่งที่แม่นยำ และเหมาะสมสำหรับการแทงเข็ม
  6. การตรวจเสมหะที่ ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็งเคยเป็นวิธีตรวจมะเร็งปอดระยะแรกประจำปี พบว่าผลที่ได้น้อย จึงเสื่อมความนิยมไป ใน 10-20 ปีที่ผ่านมาการพยายามตรวจหามะเร็งปอดในระยะแรกได้เริ่มขึ้นใหม่ โดยใช้เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งจะให้ผลตรวจก้อนมะเร็งในระยะแรกได้ไวกว่า เอกซ์เรย์ธรรมดาถึง 3 เท่า และพบในระยะแรกที่ตัดออกได้มากกว่าถึง 5 เท่า

การแบ่งระยะของมะเร็งปอดด

ปัจจุบัน การแบ่งระยะของมะเร็งปอด นิยมใช้ระบบจัดจำแนกชนิด TNM system โดยที่ T หมายถึงขนาดของก้อนมะเร็ง N หมายถึงมะเร็งกระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่ และไปที่ต่อมไหน ส่วน M หมายถึงมะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้วหรือไม่

occult stage : พบเซลล์มะเร็งในเสมหะ หรือน้ำลาย แต่ไม่พบก้อนมะเร็งในปอด

Stage 0 : พบมะเร็งในหลอดลมแต่ไม่กินลึกลงไปในปอด อยู่เฉพาะที่ และไม่กระจายไปที่ใด

Stage I : มะเร็งจำกัดอยู่ในปอด ยังไม่กระจายแพร่ออกไป ก้อนมะเร็งจะโตเท่าไรก็ได้

Stage II : มะเร็งแพร่กระจายไปในต่อมน้ำเหลืองในปอดข้างเดียวกันแล้ว

Stage IIIA : มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรอบๆ หลอดลม อาจลามไปถึงทรวงอก และกระบังลมข้างเดียวกัน

Stage IIIB : มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ปอดด้านตรงข้าม และต่อมน้ำเหลืองที่คอ

Stage IV : มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายแล้ว

ที่มา http://atcloud.com/stories/66028

การทำใบบัวอบแห้ง แบบง่าย

ส่วนในตัวของใบบัวอบ คุณสามารถทำได้เองครับไม่ยุ่งยากอะไรมาก
การจะได้มาของใบบัวอบแห้งสัก100กรัมต้องใช้ใบบัวสดจำนวนมากพอสมควร

1.นำใบบัวหลวง หรือ ใบบัวฉัตรก็ได้ มาล้างน้ำแล้วปล่อยไว้ให้สเด็ดน้ำ

2.นำใบบัวที่สเด็ดน้ำแล้วมาหั่นซอยให้ได้เป็นเส้นเล็กๆ

3.จากนั้นก็นำไปตากแดดจนแห้ง ก็ประมาณ 1 วัน จากนั้นนำเข้าเตาอบ
ต้องใช้ไฟอ่อนมากๆไม่เช่นนั้นจะไหม้หมด

ทีนี้ก็ได้ใบบัวอบแห้งไว้ใช้ตามประโยชน์ที่คุณต้องการ




CHEสูตร ใบบัวอบแห้ง100กรัมใช้ได้นานเท่าไร

ใบบัว 1 กล่อง ใช้ได้นานเท่าไร

ใบบัวอบแห้ง 1กล่อง หนัก 100 กรัมครับ การใช้ได้นานเท่าไรขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่สูบบุหรี่แต่ละท่านสูบในปริมาณไม่ เท่ากันบางคนก็วันละ1ซอง(20มวน) บางคนก็2ซอง(40มวน) บางคนก็หนักถึงวันละ3ซองก็มี

แต่ ในที่นี้ผมจะพูดถึงผู้ที่สูบบุหรี่วันละ1ซองก่อน โดยทั่วไปแล้วบุหรี่1มวนจะมียาสูบประมาณ1กรัม ถ้าปฏิบัติตามสูตรของเวลาการเลิกบุหรี่ตามตารางที่ให้ไว้

วันที่ 1-15 ยาสูบ70%+ใบบัวอบ30%(ยาสูบ0.7กรัม+ใบบัวอบ0.3กรัม) 1วั น/20 มวน =ใบบัวอบ 6 กรัม/วัน ดังนั้น 15 วัน ใช้ใบบัวอบทั้งหมด 90 กรัม

วัน ที่ 16-30 ยาสูบ50%+ใบบัวอบ50%(ยาสูบ0.5กรัม+ใบบัวอบ0.5กรัม) 1วัน/20มวน =ใบบัวอบ 10 กรัม/วัน ดังนั้น 15 วัน ใช้ใบบัวอบทั้งหมด 150 กรัม

วัน ที่ 31-45 ยาสูบ30%+ใบบัวอบ70%(ยาสูบ0.3กรัม+ใบบัวอบ0.7กรัม) 1วัน/20มวน =ใบบัวอบ 14 กรัม/วัน ดังนั้น 15 วัน ใช้ใบบัวอบทั้งหมด 210 กรัม

วัน ที่ 46-60 ยาสูบ10%-ใบบัวอบ90%(ยาสูบ0.1กรัม+ใบบัวอบ0.9กรัม) 1วัน/20มวน =ใบบัวอบ 18 กรัม/วัน ดังนั้น 15 วัน ใช้ใบบัวอบทั้งหมด 270 กรัม

ตลอดเวลา 60 วัน จะใช้ใบบัวทั้งหมด 720 กรัม หรือประมาณ 7 กล่องกว่าๆ สูตรนี้สามารถพลิกแพลงได้ไม่ตายตัวครับ

คิดให้ดี ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ

หยุดบุหรี่ได้ด้วยจิตแน่วแน่ เป็นโอกาสดีของหนทางชีวิตใหม่ นั้นคือหากหยุดบุหรี่ได้ทันใด จะเกิดชีวิตใหม่ที่มีจิตที่ตั้งมั่นไม่ไหวเอนต่อสิ่งใด


จิตใจของมนุษย์โดยทั่วไปมีความเข้มแข็งแตกต่างกันไป

บ้างก็มีจิตใจแน่วแน่ ตั้งใจทำสิ่งใดล้วนจักประสบผลสำเร็จ บ้างก็ใจโลเลวันนี้ชอบสิ่งหนึ่งแต่ในอีกหนึ่ง กลับเปลี่ยนใจไร้ซึ่งสมดุลแห่งสมาธิ

ดังจะมองง่ายๆจาก การอ่านหนังสือ แต่ใจหนึ่งกลับคิดไปยังสิ่งอื่นย่อมเป็นเหตุให้การอ่านนั้นไม่ลุล่วง ดังใจหวัง

การเลิกบุหรี่ก็เช่นกัน ผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่ย่อมเกิดผลลัพธ์ดังใจหวัง แต่กับผู้มีจิตใจอ่อนไหวขาดสมาธิและสติในการดำเนินชีวิตผลลัพธ์ที่จะให้เป็นดังใจปรารถนาย่อมยากเช่นกัน

ดังนั้นจึงต้องมีวิธีหลายๆวิธีให้ศึกษา ให้ตรงกับชีวิตและความต้องการของจิตใจแต่ละบุคคล และสิ่งที่ยังแขวนลอยอยู่ในจิตใจของคนทั่วไปคือความรู้สึกพึงพอใจ


ดังเช่นอาหารแต่ละชนิด ที่ต่างคนก็ต่างชื่นชอบในเมนูรายการอาหารแตกต่างกันไปและในรายการอาหารเดียวเดียวกันก็พึงพอใจในรสชาติที่แตกต่างกันออกไปอีก

นั้นแหละจิตใจมนุษย์ จึงต้องมีวิธีที่หลากหลายมาช่วยเหลือเพื่อเป็นตัวเลือกอีกหนึ่ง เผื่อว่าจะตรงกับจิตใจของผู้ใดสักคน เพื่อผลที่ตั้งใจหวังจะได้ลุล่วงสมดังใจ


ทุกอย่างอยู่ที่ใจทั้งสิ้น เพราะเราทุกคนต่างก็มีในความยึดมั่นถือมั่นตรงนี้หากสลัดออกได้ ปลดโซ่ตรวนแต่ละชิ้นที่พันธนาการจิตใจเราออกได้เอง ทุกสิ่งจะเป็นสุข ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเราจะต้องเอาจิตใจเราไปพัวพันเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เครื่องใช้เล็กน้อย ทรัพย์สมบัติ เงินทอง และผู้คน ทั้งที่ใจของเราไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ เราก็จะยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างปกติและหากใจเราปลดโซ่ตรวนที่ล่ามเรา อยู่ทุกวันออกได้ ใจเราก็จะเป็นสุข

ความ สุขที่มาจากสิ่งของ และผู้คน ล้วนไม่ยั้งยืน ทุกสิ่งที่ได้มาครอบครอง จะต้องแฝงไว้ด้วยความทุกข์ ทุกข์เพราะกลัวที่จะเสียหาย หรือ สูญเสียมันไป และหากต้องสูญเสียมันไปนั้นเองจิตใจของเราจะต้องเป็นทุกข์มากขึ้นอีก ความทุกข์ ทุกรูปแบบมันไม่ได้เข้ามาหาเราเอง แต่เรานั้นเองที่หลงผิดเข้าไปหามัน

ทุกอย่าง ล้วนอยู่ที่จิตใจ

(การเลิกบุหรี่แบบCHE อาจให้ให้ผลลัพท์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล)

ยาที่ใช้เลิกบุหรี่ ในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ทำให้คนเสพติดบุหรี่
1. ภาวะเสพติดทางจิตใจ ได้แก่ความเชื่อ ความรู้สึกที่มีต่อการสูบบุหรี่ เช่น เชื่อว่าการสูบบุหรี่สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดความกระวนกระวายใจ มีชีวิตชีวา
2. ภาวะเสพติดทางสังคมหรือนิสัยความเคยชิน ผู้สูบ บุหรี่จะสูบจนติดเป็นนิสัย ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าสูบไปทำไม เช่น สูบบุหรี่ตอนเข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่หลังจากรับประทานอาหาร ดื่มกาแฟ หรือ ดื่มเหล้า
3. ภาวะเสพติดนิโคติน เนื่องจากสารนิโคตินมีฤทธิ์ กระตุ้นการหลั่งสารเคมีหรือสารสื่อประสาทในสมองหลายตัวที่สำคัญ ทำให้เกิดการตื่นตัว มีพลัง ลดความรู้สึกซึมเศร้า เกิดความสุข

แต่ เมื่อหยุดสูบจะทำให้ปริมาณสารสื่อประสาทเหล่านี้ลดลง มีผลทำให้ความสุขของผู้สูบหายไปและเกิดอาการถอนนิโคตินขึ้นมา ดังนั้นผู้ติดบุหรี่จึงต้องการสูบต่อไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะบรรเทาอาการถอนนิโคติน สมองจึงเกิดอาการเคยชินและเกิดการเสพติดในที่สุด

กลไกการติดนิโคติน

ในระบบประสาทส่วนกลางมีส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกเป็นสุข มีชื่อเรียกว่า Brain reward circuit ,สารเสพติดส่วนใหญ่จะมีผลต่อ Brain reward circuit รวมทั้งนิโคติน แต่กลไกอาจแตกต่างกัน สำหรับนิโคตินหลังผ่านเข้าสู่สมองแล้วจะเข้าจับกับตัวรับ คือ Nicotinic receptor ใน Brain reward circuit เป็นผลให้มีการหลั่งสารสื่อประสาท ซึ่งทำให้ผู้เสพเกิดความพึงพอใจ

ในทางตรงกันข้ามเมื่อหยุดสูบ บุหรี่จะทำให้ระดับนิโคตินในสมองรวมทั้งที่ส่วนอื่นๆของร่างกายลดลง ทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวเพื่อให้ได้รับนิโคตินเพิ่มมากขึ้น การปรับตัวนี้จะแสดงออกมาในรูปของอาการถอนนิโคตินซึ่งทำให้เกิดอารมณ์เศร้า หงุดหงิดและวิตกกังวล เป็นต้น ทำให้ผู้ที่พยายามหยุดสูบบุหรี่ทนไม่ได้และต้องการบุหรี่มาสูบเพื่อบรรเทา อาการถอนนิโคติน

ดังนั้นความต้องการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องจึง เกิดจากปัจจัยทั้งสองด้านรวมกัน คือ ต้องการนิโคตินเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและเพื่อป้องกันอาการถอนนิโคตินจึงทำ ให้ผู้เสพเกิดการติดบุหรี่ในที่สุดและทั้งสองปัจจัยนี้ยังเป็นเหตุผลในการ อธิบายว่าทำไมในผู้ที่สูบบุหรี่ติดต่อกันมานานแล้วหยุดสูบบุหรี่ทันทีจึง เกิดอาการอยากสูบบุหรี่อย่างมาก

ยาช่วยเลิกบุหรี่ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
ยาที่ให้นิโคตินทดแทน (Nicotine-replacement therapy ; NRT)
สำหรับการให้ยานิโคตินทดแทนมีข้อดี คือ
1) สามารถบรรเทาหรือระงับหรือป้องกันอาการถอนนิโคตินทำให้เกิดความทรมานน้อย กว่าการเลิกสูบบุหรี่โดยอาศัยกำลังใจเพียงอย่างเดียว (หักดิบ)
2) การใช้ NRT ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับสารก่อมะเร็งในควันบุหรี่
3) NRT จะให้นิโคตินในระดับต่ำๆแก่ร่างกายทำให้การเปลี่ยนแปลงระดับนิโคตินในเลือด ไม่แปรผันมากเท่ากับการสูบบุหรี่ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกถึงความพอใจหรือความ สุขซึ่งจะช่วยลดภาวะเสพติดทางจิตใจ

ข้อบ่งใช้สำหรับนิโคตินทดแทน
ใช้ ในการบรรเทาหรือระงับหรือป้องกันอาการถอนนิโคตินที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยลดความทรมานทางกายและสามารถทุ่มเทกำลังใจในการต่อสู้กับการเสพ ติดทางจิตใจหรือเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่และพัฒนาทักษะ ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่

ข้อห้ามใช้สำหรับนิโคตินทดแทน
1. ห้ามสูบบุหรี่หรือใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีนิโคตินเป็นส่วนประกอบเพราะอาจทำให้เกิดพิษได้
2. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือแพ้ส่วนประกอบอื่นๆในตำรับ
3. ห้ามใช้ยานิโคตินทดแทนในหญิงมีครรภ์
4. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง หรือมีอาการปวดเค้นอกอย่างรุนแรง
5. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายภายใน 2 สัปดาห์
6. ห้ามใช้หมากฝรั่งเคี้ยวนิโคตินในผู้ที่มีภาวะ Active temporomandibular joint disease

ในประเทศไทยมียานิโคตินจำหน่าย 2 รูปแบบคือ หมากฝรั่งเคี้ยวนิโคติน และ แผ่นปิดผิวหนังนิโคติน
1. หมากฝรั่งเคี้ยวนิโคติน (Nicotine chewing gum) มีจำหน่าย 2 ขนาด คือ 2 มิลลิกรัม และ 4 มิลลิกรัม ส่วนประกอบที่สำคัญคือ Nicotine polacrilex ซึ่งเป็น Nicotine resin complex เวลาเคี้ยวจะค่อยๆปลดปล่อยนิโคตินออกมา

โดยขนาดยาสำหรับคนที่สูบ 1-24 มวน/วัน ใช้หมากฝรั่งขนาด 2 มก. หากสูบมากกว่านี้ใช้หมากฝรั่งขนาด 4 มก.

วิธีใช้ เคี้ยวหมากฝรั่งอย่างช้าๆจนได้รสเผ็ดซ่า อมหมากฝรั่งไว้ระหว่างกระพุ้งแก้มกับเหงือก รอจนรสหายไปจึงเคี้ยวใหม่สลับกับการอม ทำอย่างนี้ประมาณ 30 นาที ต่อหมากฝรั่ง 1 ชิ้น ใช้ทุก 1-2 ชม. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ จากนั้นใช้ทุก 2-4 ชม.เป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากนั้นใช้ทุก 4-8 ชม. เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเปลี่ยนบริเวณที่อมหมากฝรั่งเพื่อลดการระคายเคืองเยื่อบุช่องปาก

หมาก ฝรั่งขนาด 2 มิลลิกรัม ใช้ไม่เกิน 30 ชิ้นต่อวัน ส่วนขนาด 4 มิลลิกรัม ใช้ไม่เกิน 20 ชิ้นต่อวัน และใช้ไม่เกิน 3 เดือน อย่างไรก็ตามในบางรายอาจต้องใช้ยานานถึง 6 เดือน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย เช่น บาดเจ็บช่องปากและฟัน, ปวดกราม, ปวดแสบยอดอก,คลื่นไส้,ระคายคอ,เรอ,สะอึก

2. แผ่นปิดผิวหนังนิโคติน (Nicotine patch) มีจำหน่าย 3 ขนาด คือขนาด 30, 20 และ 10 ตารางเซนติเมตร มีปริมาณ nicotine 52.5, 35 และ 17.5 มก. ตามลำดับ

หาก สูบน้อยกว่า 20มวนต่อวัน ใช้แผ่นปิดผิวหนัง ขนาด 20 cm2 1 ชิ้น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จากนั้นใช้ขนาด 10 cm2 1 ชิ้น เป็นเวลา 4 สัปดาห์
หากสูบมากกว่า 20มวนต่อวัน ใช้แผ่นปิดผิวหนังขนาด 30 cm2 1 ชิ้นเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นใช้ขนาด 20 cm2 1 ชิ้น เป็นเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นใช้ขนาด 10 cm2 1 ชิ้น เป็นเวลา 4 สัปดาห์

วิธีใช้ ปิดแผ่นยาลงบนผิวหนังบริเวณที่ไม่มีขน เช่นตั้งแต่ต้นแขน คอจนถึงสะโพกและควรเปลี่ยนบริเวณที่ปิดแผ่นยาทุกวันโดยควรรอประมาณ 1 สัปดาห์จึงกลับมาปิดซ้ำที่เดิมเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย เช่น ผิวหนังระคายเคือง (ผื่นคัน, ผื่นบวมแดงอักเสบ) , นอนไม่หลับและฝันร้าย

Bupropion SR
ยา Bupropion HCl หรือ Amfebutamone มีจำหน่ายในประเทศไทยภายใต้ชื่อการค้า Quomem

ยา นี้ใช้ในการช่วยเลิกสูบบุหรี่สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นยาที่ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรกในผู้ที่มีประวัติซึมเศร้าและในผู้ที่ กลัวน้ำหนักตัวเพิ่มหลังจากเลิกสูบบุหรี่

วิธีใช้ รับประทาน150 มก.วันละ 1 ครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 3 วันจากนั้นให้ในขนาด 150 มก.วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นโดยให้ห่างกันอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ขนาดยาสูงสุด 300 มก./วัน) แนะนำผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ในวันที่ 8 ของการใช้ยา

ข้อห้ามใช้ของยา Bupropion SR
1. ห้ามใช้ยาในผู้มีประวัติเป็นโรคลมชัก
2. ห้ามใช้ยาในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น eating disorder เช่น bulimia หรือ anorexia nervosa
3. ห้ามใช้ยาในผู้ที่มีประวัติ brain trauma, brain injury หรือ stroke
4. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่มีประวัติการใช้ยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitor (MAOI) ภายใน 14 วัน

คำแนะนำการใช้ยา Bupropion SR
1. แนะนำผู้ป่วยให้เลิกสูบบุหรี่ในสัปดาห์ที่สองของการรักษาเนื่องจากต้องรอให้ ระดับยา Bupropion สูงขึ้นพอที่จะยับยั้งอาการถอนนิโคตินและอาการหิวบุหรี่ได้
2. รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน โดยรับประทานยามื้อแรกทันทีหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า ส่วนยามื้อที่สองให้รับประทานห่างจากมื้อแรกอย่างน้อย 8 ชั่วโมงโดยไม่ควรรับประทานหลังเวลา 18.00 น. เนื่องจากอาจทำให้นอนไม่หลับ
3. หากลืมรับประทานยาในมื้อใด ห้ามรับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไป เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอาการชักซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่ขึ้นกับขนาดยา
4. กลืนยาทั้งเม็ดพร้อมกับน้ำ ห้ามหักแบ่งหรือบดหรือเคี้ยวเม็ดยา
5. ระวังการเกิดอาการชักในผู้ที่ใช้ยาร่วมกับยา Bupropion ร่วมกับยาหรือสารที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอาการชัก เช่น antipsychotics, antidepressants, antimalarials, theophylline, systemic steroids, tramadol, quinolones, sedating histamines หรือหยุดการใช้ยากลุ่ม benzodiazepine อย่างกะทันหัน รวมทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับยาลดน้ำตาลในเลือดรวมถึงยาฉีดอินซูลิน ผู้ที่ติดเหล้าหรือกำลังเลิกเหล้า และในผู้ที่เสพติดสารในกลุ่ม opioids

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย เช่น นอนไม่หลับ, ปากแห้ง คอแห้ง, ปวดศีรษะ, (กรณีที่มีผื่นขึ้นหรือมีอาการมือสั่นให้หยุดใช้ยา)

ชาหญ้าดอกขาว
ปัจจุบัน มีการสมุนไพรที่มีชื่อว่า “หญ้าดอกขาว” (Vemonia cinerea) มาใช้ในการบำบัดผู้ติดบุหรี่ ซึ่งหญ้าดอกขาวมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น หมอน้อย หญ้าละออง ก้านธูป ถั่วแฮะดิน ฝรั่งโคก เสือสามขา หญ้าสามวัน เป็นต้น

ในต้น ใบ และรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญ Potassium nitrate ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่
ปัจจุบัน มีจำหน่ายจะอยู่ในรูปบรรจุซอง ขนาดซองละ 5 กรัม ใน 1 ซอง ประกอบด้วย หญ้าดอกขาว 3.75 กรัม ดอกเก็กฮวย 0.71 กรัม และใบเตย 0.71 กรัม
จากการ ศึกษาในผู้ติดบุหรี่พบว่าหลังการรักษา 4 เดือน พบอัตราการเลิกสูบบุหรี่ร้อยละ 69.35 โดยเหตุผลสำคัญของการเลิกสูบบุหรี่หลังจากการใช้ชาหญ้าดอกขาว คือ ชาลิ้น กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้สึกอยากสูบบุหรี่ รู้สึกเหม็นกลิ่นบุหรี่ เมื่อสูบบุหรี่แล้วรู้สึกอยากอาเจียน
ส่วนในผู้ที่ไม่สามารถเลิกสูบ บุหรี่ได้ให้เหตุผลว่า ดื่มชาหญ้าดอกขาวเหมือนดื่มน้ำธรรมดาไม่มีอาการใดๆ ถึงแม้ว่าการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ยังขาดข้อมูลทางคลินิก อีกมาก แต่ก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ติดบุหรี่เนื่องจากมีราคาถูกและเป็น การสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทย อย่างไรก็ตามต้องระวังการใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายหรือไตวายร่วมด้วย

น้ำยาอมอดบุหรี่
น้ำยาอมอดบุหรี่ เป็นน้ำยามีสีฟ้า ซึ่งไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็น เภสัชตำรับของโรงพยาบาลสารสำคัญที่เป็นตัวออกฤทธิ์ คือ Sodium nitrate ใช้อมเฉพาะเวลาที่อยากสูบบุหรี่แล้วบ้วนทิ้ง สามารถใช้ร่วมยาชนิดอื่นได้
สำหรับ ฤทธิ์ของยาที่ทำให้เลิกสูบบุหรี่ คือ ทำให้รสชาดของบุหรี่เปลี่ยนไป (ผู้ที่ใช้ยาจะบอกว่าสูบบุหรี่ไม่อร่อย) อย่างไรก็ตามยังขาดข้อมูลยืนยันถึงประสิทธิภาพของการใช้ยารวมทั้งข้อมูลทาง คลินิกอื่นๆ สำหรับขนาดยา

หลักในการเลือกใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่
หลัก ในการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ระดับการติดนิโคตินในผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาจพิจารณาจากความรุนแรงของอาการถอนนิโคตินตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ APA (DSM-IV) หรือแบบประเมินระดับการติดสารนิโคติน (FTND) (นิยมใช้มากกว่า) ประวัติการเลิกสูบบุหรี่ในอดีตทั้งด้านระยะเวลาที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ความเร็วของการกลับมาสูบบุหรี่ใหม่และการใช้ยาเลิกบุหรี่ โรคของผู้ป่วยและยาที่ใช้ร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความพอ ใจของผู้ป่วยที่จะใช้ยาและยอมรับอาการข้างเคียงจากยาที่อาจเกิดขึ้น ประสิทธิภาพของยานั้นเมื่อใช้ตามลำพังหรือใช้ยาหลายตัวร่วมกันรวมทั้งมีการ ปรับขนาดยาและระยะเวลาการใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ในผู้ ที่เคยเลิกสูบบุหรี่โดยการใช้ยาตัวเดียวแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ครั้งใหม่อาจต้องพิจารณาเพิ่มขนาดยาหรือใช้ยาหลายตัว ร่วมกัน
สำหรับระยะเวลาในการรักษาโดยการใช้ยาโดยทั่วไปไม่เกิน 6 เดือน อย่างไรก็ตามขึ้นกับความต้องการผู้ป่วยแต่ละรายด้วย เนื่องจากมีผู้ป่วยบางรายที่ยังมีอาการถอนนิโคตินติดต่อเป็นเวลานาน (Prolonged withdrawal symptoms) ก็อาจใช้ยามากกว่า 6 เดือนเพื่อป้องกันการกลับมาสูบบุหรี่ใหม่

สำหรับการประเมินผลการ รักษานั้น โดยทั่วไปหากผู้ป่วยยังคงสูบบุหรี่หลังจากใช้ยาไปแล้ว 2 สัปดาห์ ควรมีการประเมินการใช้ยาและปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม รวมทั้งประเมินความตั้งใจของผู้ป่วยในการเลิกสูบบุหรี่ใหม่ ถ้าหากผู้ป่วยยังไม่เลิกสูบบุหรี่หลังจากใช้ยามา 1 เดือน แสดงว่าการเลิกสูบบุหรี่ครั้งนั้นมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ประสบผลสำเร็จควรหยุด ใช้ยาและทบทวนโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือ

ดัดแปลงจาก :แนวทางการรักษาและให้คำแนะนำผู้ติดบุหรี่ โดย ภญ.ฐิติพร นาคทวน ภญ.รศ.เรวดี ธรรมอุปกรณ์ และ ภก.อ.ดร.ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เลิกบุหรี่แบบ CHE



วิธีของ CHE เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง วิธี ที่เราจะเสนอ คือ วิธีที่ค่อยๆลดสารเคมีในบุหรี่ลงทีละน้อย ตามความสามารถของร่างกายแต่ละคน คุณสามารถกำหนดได้ว่าคุณจะใช้เวลาในการเลิกบุหรี่นานเท่าไร 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน ตามต้องการ
การลดสารเคมีในบุหรี่ ทำได้โดย การทำบุหรี่ขึ้นมาใหม่ สร้างสูตรของตัวบุหรี่ด้วยตัวคุณเอง ว่าจะให้มีความเข้ม ความอ่อน ของ นิโคติน มากน้อยแค่ไหนคุณสามารถกำหนดได้เอง โดยการใช้เครื่องอัดบุหรี่ด้วยตัวเอง และมวนก้นกรองสำเร็จรูป
ตัวยาสูบคุณสามารถหาซื้อยาสูบรสชาติที่คุณชื่นชอบได้เองตามท้องตลาด และตัวที่จะลดสารเคมีในบุหรี่ลงได้ ก็คือ ใบบัว 100%


ทำโดยการ เติม ใบบัว ลงในเครื่องอัดยาเส้น ในปริมาณที่ต้องการ แล้วตามด้วยใส่เส้นยาสูบลงไป อย่างเช่น หากต้องการลดความเข้มของสารเคมีในบุหรี่ลงเพียงเล็กน้อย ก็ให้ใส่ ใบบัว ลงไปเพียงเล็กน้อย แล้วตามด้วยเส้นยาสูบในปริมาณที่ต้องการ แต่ถ้าหากต้องการลดสารเคมีในบุหรี่ลงให้เหลือปริมาณเล็กน้อย ก็ใหใส่ใบบัว ในปริมาณมากขึ้นมาอีกหน่อยแล้วตามด้วยเส้นยาสูบ ให้ลดปริมาณเส้นยาสูบลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงใบบัว เมื่อเหลือ ใบบัว 100% ท่านที่สูบบุหรี่ จะรู้สึกเบื่อกับการสูบบุหรี่ เพราะสิ่งที่สูบ ไม่ใช่เส้นยาสูบที่เคยติดนิโคติน ในเวลานี้มีเพียงการติดนิสัยการจุดไฟเช็คเพื่อสูบบุหรี่เท่านั้น ให้ตัดใจทิ้ง หรือ เก็บ อุปกรณ์ที่ใช้สูบบุหรี่ ยกให้คนอื่นไป

ใน กรณีที่บางท่านเกิดอาการขาดนิโคตินอย่างรุนแรง และต้องการทดแทน การสูบบุหรี่โดย มวนต่อมวน ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายอย่างมาก กับการทดแทนนิโคตินที่ขาดไป ซึ่งนิโคตินในบุหรี่โดยปกติ จะมีอยู่ประมาณ 2 mg/มวน บุหรี่ 1 มวน ใช้เวลาสูบประมาณ 6 นาที ถ้าสูบแบบมวนต่อมวน ในเวลา 1 ชั่วโมง จะสูบได้ 10 มวน ร่างกายจะได้รับนิโคติน 20 mg. นิโคตินไปกระตุ้นวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ ในการสูบบุหรี่ ในขณะที่ นิโคตินมีวงจรอยู่ในร่างกายได้ 2 ช่วโมง นิโคตินจะทำให้เสียชีวิตได้ก็ต่อเมื่อ เกิดการสูบแบบมวนต่อถึง 2 ชั่วโมง ร่างกายจะได้รับนิโคตินถึง 40 mg. จะทำให้เกิดการระงับการทำงานของตัวรับแอเซทิลโคลีน และทำให้เกิดอาการพิษจากนิโคติน ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก กรณีนี้คงไม่มีใครสูบบุหรี่ 1 ซองได้ภายใน 2 ชั่วโมง แต่สิ่งที่จะทำให้นิโคตินเข้าสู่ร่างกายมากกว่า 40 mg ภายใน 2 ชั่วโมง ก็มี หมากฝรั่งที่มีนิโคติน แผ่นนิโคตินที่รับทางผิวหนัง และ บุหรี่อิเล็กโทรนิก

ต่ก ารลดบุหรี่แบบ CHE ( ใบบัว 50% เส้นยาสูบ 50% ) หากร่างกายเกิดผลข้างเคียง ของ วงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ ในการสูบบุหรี่ ถึงสมองจะบอกถึงความต้องการ การสูบบุหรี่อย่างมาก แล้วเกิดการสูบบุหรี่แบบมวนต่อมวน ถึง 2 ชั่วโมง ร่างกายก็ได้รับนิโคติน เพียง 20 mg.

วิธี นี้ได้ผลถึง 80% ที่จะช่วยให้คุณเลิกบุหรี่ได้ โดยการ ลด-เลิก นิโคตินก่อน แล้วจึงมาเลิกบุหรี่ด้วยวิธี หักดิบ สำหรับผู้ที่มีอาการติดนิโคตินอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรจะดื่มน้ำผลไม้ น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำเสาวรส จำพวกที่มี วิตามินซี ควบคู่ไปด้วย เพื่อลดอาการร่างกายขาด นิโคติน และดื่มน้ำมากๆ สำหรับบางคนกว่าจะรู้สึกสบายๆ โดยปราศจาก นิโคติน ได้อย่างสิ้นเชิง อาจต้องใช้เวลา ถึงหนึ่งปีทีเดียว

แสดงตัวอย่างแผนการเลิกบุหรี่

เวลาปฏิบัติ/วัิน
ยาสูบ
CHE
นิโคตินเหลือ/มวน
วันที่ 1-15
70%
30%
1.4 mg.
วันที่ 16-30
50%
50%
1 mg.
วันที่ 30-45
30%
70%
0.6 mg.
วันที่ 45-60
10%
90%
0.2 mg.

ใน กรณีที่เกิดอาการกลับมาสูบอีก ผู้ที่เลิกบุหรี่ด้วยวิธีของ CHE จะรู้สึกถึงกลิ่นเหม็นของบุหรี่ทันทีที่กลับมาสูบอีก แล้วสมองจะจำกลิ่นนั้นทันทีที่ได้รับรู้ ถึงบุหรี่ (อาจให้ผลลัพท์แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล)


การ ลด และ เลิก บุหรี่ด้วยวิธีนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คนรอบข้าง คอยดูแลและจัดหาให้ เพราะนิสัยผู้ติดการสูบบุหรี่ มักชอบบุหรี่สำเร็จรูปที่วางขายตามร้านค้ามากกว่า เพราะสะดวกกว่า

ติดต่อสอบถามได้ที่ surachet_pi@hotmail.com


บัว พืชมหัศจรรย์



บัว สมุนไพรมีคุณค่า

เมื่อกล่าวถึงบัวใครๆก็รู้จักดี ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในทางพุทธศาสนา ดอกบัวถูกนำไปใช้ในพิธีการต่างๆ ทางศาสนกิจ พระพุทธเจ้าได้เปรียบมนุษย์เหมือนดอกบัว 4 ประเภท
บัว นอกจากมีความสำคัญในทางศาสนาพุทธแล้ว นักกวีหรือจิตรกรมักนำเอาบัวไปเป็นวัตถุดิบในการประพันธ์หรือวาดภาพ และที่สำคัญคือ ทุกส่วนของบัวตั้งแต่เหง้า ใย ใบ ดอก รังบัว ล้วนแล้วแต่สามารถนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรและนำไปปรุงอาหารได้


⇒ ชื่อวิทยาศาสตร์
Nelumbo nucifera Gaerth วงศ์ Nymphaeaceae


⇒สรรพคุณ
ใบบัว มีคุณสมบัติเป็นกลาง รสฝาดขม แก้ร้อนใน แก้ปวดหัว เลือดกำเดาออก ชงกับน้ำร้อน ดื่ม แบบชา ติดต่อกัน 20 วัน จะทำให้ความดันโลหิต และไขมันในเส้นเลือด(โคเลสเตอรอล) ลดลงได้ ช่วยในการมีลมเบ่งเวลาคลอดบุตร บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต แก้ไข้ ห้ามเลือด แก้ปวดฝี ปวดศีรษะ สูบอย่างบุหรี่ แก้ริดสีดวงจมูก สูบติดต่อกัน 15 วัน ช่วยลดอาการหวัดเรื้อรังและเสมหะอาการจะหายเป็นปกติ ลดกลิ่นเหม็นบูดในช่องปาก


สายบัว มีสรรพคุณ แก้ร้อนใน ท้องเสีย ขับนิ่ว แก้ระดูขาว

ขั้วใบ คุณสมบัติเป็นกลาง รสขม แก้บิด ท้องเสีย

เมล็ดบัว คุณสมบัติเป็นกลาง รสฝาด แก้อาการท้องเสีย หรือมักนอนฝันเวลาหลับ

ระดูขาวและประจำเดือนมากเกินปกติ

เยื่อหุ้มเมล็ด รสฝาด สรรพคุณห้ามเลือด

ดอก มีคุณสมบัติร้อน รสขมหวาน แก้ช้ำใน อาการผื่นคัน ห้ามเลือด

เหง้าบัว มีคุณสมบัติเย็น รสหวาน แก้ร้อนในกระหายน้ำ อาเจียน โลหิต เลือดกำเดาออก

รังบัว มีคุณสมบัติร้อน รสขมฝาด แก้ประจำเดือนมากผิดปกติ ปัสสาวะเป็นเลือดริดสีดวงมีเลือดออก คันตามผิวหนัง

เกสรบัว คุณสมบัติเป็นกลาง รสฝาดหวาน แก้ฝันเปียก เลือดกำเดาออก ประจำเดือนมากกว่าปกติ ระดูขาว ท้องเสีย

* ดีบัว คุณสมบัติเย็น รสขม แก้ร้อนในกระหายน้ำ อาเจียนเป็นเลือด ตาอักเสบ


⇒ตำรับยา
1. บิดเป็นมูกเลือด ใช้ขั้วใบบัวต้มน้ำดื่ม
2. ท้องเสีย ใช้เมล็ดบัว (เอาดีออก) บดเป็นผงผสมน้ำข้าว กินครั้งละ 1 ช้อนชา
3. ผื่นคัน ใช้กลีบดอกบัวพอกบริเวณที่คัน
4. ความดันโลหิตสูง ใช้ดีบัว 2 กรัม ชงดื่มต่างน้ำชา
5. แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ใบบัวสด หั่นเป็นฝอยๆ ชงดื่มต่างน้ำชา หรือต้มดื่มน้ำ
6. ร้อนในกระหายน้ำ ใช้เหง้าบัวสดคั้นน้ำ ผสมน้ำผึ้งดื่ม จะทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ

มีรายงานทางการแพทย์ว่า ใช้ใบบัวต้มน้ำให้ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง 47 ราย กินติดต่อกัน 20 วัน ทำให้โคเลสเตอรอลลดลงได้ผลถึง 91.3% โรงงานผลิตยาในจีนได้สกัดอัลคาลอยด์ (Alkaloid) และ Flavon ในใบบัว แล้วผลิตเป็นยาเม็ด เมื่อนำไปใช้ในทางคลินิกสามารถลดโคเลสเตอรอลและลดความอ้วนได้ผลดีเป็นที่น่า พอใจ


⇒ผลทางเภสัชวิทยา
ขั้วใบ พิษของ Roemerine ต่อกบ หนูถีบจักร กระต่ายและสุนัข ทำให้เกิดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (convulsion) เมื่อฉีดเข้าไปในสุนัขที่ดมยาสลบในปริมาณ 5-7 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะทำให้ความดันโลหิตลดลง 30-50 มิลลิเมตรปรอท เป็นเวลา 20-30 นาที ถ้าใช้ในปริมาณที่มากกว่านี้จะทำให้มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ แต่ความดันโลหิตไม่ลดลง ถ้าใช้ในปริมาณน้อยจะทำให้หายใจเร็วขึ้น

ดีบัว : มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต ผลึก Liensinine ที่สกัดจากดีบัว มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตชั่วคราว

* ไส้สีเขียวที่อยู่กลางเมล็ดบัว

สารที่พบในใบบัวหลวง


จากการศึกษาวิจัยพบสารชนิดต่างๆ ในส่วนประกอบของบัวหลวง ที่มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายหรือนำมาปรุงเป็นยารักษาโรคได้ เช่น
ส่วนต่าง ๆ ของบัวหลวง ( โดยเฉพาะพันธุ์ Nelumbo nucifera Gaertn.) คือ ใบบัว ก้านใบบัว ฝักบัว และ ดีบัว มี สารอัลคาลอยด์ (Alkaloid) ที่มีฤทธิ์ต่อการขยายเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ

ในขณะที่ นิโคติน คือสารประกอบของ อัลคาลอยด์ (Alkaloid) แต่สารอัลคาลอยด์ ในใบบัวไม่ทำให้เกิดการเสพติด

อ.วิทย์ฯ แพทย์ชี้ สารสกัดจากดีบัว ลดน้ำตาลในเลือด

อาจารย์วิทย์ ฯ แพทย์เผยสารสกัดจากดีบัว สรรพคุณใหม่ลดน้ำตาลในเลือด หลีกเลี่ยงเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน ลดต้นทุนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ด้านเภสัชกร รพ.อภัยภูเบศรชี้ทดลองก่อนนำมาใช้กับคน ผู้ป่วยหวังเป็นทางเลือกในการรักษา

ผศ.กนกนุช นรวธรรม อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ดีบัวเป็นพืชสมุนไพรไทย มีสรรพคุณทางยาในการขยายหลอดเลือด และสรรพคุณที่พึ่งค้นพบใหม่ก็คือ ช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง เพื่อสภาวะเสี่ยงต่อการแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ ลดลงตามลำดับ

ผศ.กนกนุช กล่าวต่อไปว่า ปกติดีบัว เป็นสมุนไพรที่บุคคลทั่วไปนำมารับประทานเพื่อแก้โรคสภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ เท่านั้น มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รับประทานดีบัว เพื่อช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด ซึ่งสามารถเกิดผลที่ดี ใช้ได้จริง แต่ในส่วนของ สรรพคุณที่ลดน้ำตาลในเลือดนั้นยังไม่มีใครศึกษา จะศึกษาคงเป็นสรรพคุณทางด้านขยายหลอดเลือดของหัวใจ

อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า ต้นทุนที่จะได้สารสกัดจากตัวนี้มานั้นมีราคาที่ไม่แพง ในการเตรียมสมุนไพรแต่ละครั้งต้องมีกรรมวิธีการซับซ้อน ไม่ได้นำวัตถุดิบที่ได้นั้นมาสกัดได้ในทันที โดยจะต้องมีการควบคุมทั้งอุณหภูมิ อากาศภายนอก รวมถึงความสะอาดที่ถูกต้องตามหลักอนามัย ส่วนแหล่งที่หาซื้อได้ของวัตถุดิบ โดยจัดซื้อจาก ศูนย์ส่งเสริมภูมิปัญญาไทย ลำปางสมุนไพร จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งที่ผลิตพืชทางสมุนไพรโดยเฉพาะ

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ กล่าวด้วยว่า สถิติที่มาจากการวิจัยโดยใช้หนูขาวเป็นสัตว์ทดลอง ศึกษาจากฤทธิ์ระยะสั้น โดยการป้อนสารสกัดให้หนูขาวกิน สังเกตภายใน 5-6 ชั่วโมง ว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร อีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นการศึกษาจากฤทธิ์จากสารสกัดแต่เป็นในระยะยาว ในหนึ่งวันจะป้อนสารสกัดวันละครั้งเป็นเวลา 1 เดือนผลที่ออกมา พบว่าหนูขาวมีน้ำตาลในเลือดลดลง จากผลทดลองสามารถสรุปได้ว่า สารสกัดจากดีบัวมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งในอนาคตสามารถนำสารสกัดมาประยุกต์ใช้กับการรักษาของแพทย์ได้

นางสาวผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี และเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ดีบัว นั้นมีสรรพคุณสามารถใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ ส่วนการที่ยาสมุนไพรจะสามารถใช้รักษากับคนได้ ต้องผ่านกระบวนการหลายอย่างโดยต้องทดลองในหลอดทดลองก่อน จากนั้นจึงนำมาใช้ทดลองกับสัตว์และคนต่อไป

เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดนั้น ผู้ป่วยควรเริ่มที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น รับประทานอาหารในแต่ละวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แล้วจึงบริโภคยารักษาควบคู่กันไป ส่วนยาสมุนไพรที่สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ ถ้าสามารถนำมาใช้ได้จริงอาจเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ป่วยน้ำตาลใน เลือดสูงได้

นายพสิน ชัยชัชวาร อายุ 39 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว บริเวณถนนลงหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ผู้ป่วยโรคเบาหวาน กล่าวว่า ในขณะนี้ได้เลิกใช้ยาและหยุดการรักษามาได้ 1 ปีแล้ว แต่เมื่อ 4 ปีก่อนในช่วงที่เป็นโรคเบาหวานอย่างหนักมีอาการแทรกซ้อนของโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคความดัน โรคหัวใจโต ส่วนต้นทุนของการรักษาจะตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 4, 000-5,000 บาทต่อเดือนซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ต้องดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีในช่วงที่เป็น ประกอบด้วยการกินยามะรุมแคปซูล ซึ่งทำมาจากต้นมะรุมที่มีอยู่ในประเทศ และการลดอาหารทุกชนิดลง

นายพสิน ชัยชัชวาร กล่าวต่อว่า การที่มียาสกัดจากดีบัวจะมาช่วยลดน้ำตาลในเลือดถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างมาก เนื่องจากในช่วงที่ทำการรักษา ตัวยาจาเมืองนอกมีราคาสูงและต้องใช้อย่างสม่ำเสมอเสียเงินใช้ในการรักษาพอ สมควร ถ้าสารสกัดจากดีบัวสามารถลดต้นทุนจากการรักษาโรคเบาหวานได้ น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรไทย

วันเสาร์ที่ 05 กันยายน 2009 | เขียนโดย ทีมข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี |